ประเทศไทยมีเศษวัสดุการเกษตรระดับหลายสิบล้านตันต่อปี แต่ตัวเลขที่สำคัญกว่าคือสัดส่วนที่เก็บมาใช้ได้จริง ซึ่งต่ำกว่าที่คนคิดมาก
เวลาพูดเรื่องพลังงานชีวมวลในไทย มักเริ่มด้วยตัวเลขที่ฟังดูมหาศาล แล้วจบด้วยคำถามว่าทำไมยังไม่เกิดขึ้นจริงในระดับชุมชน คำตอบอยู่ในความต่างระหว่างตัวเลขสองชุด
งานวิจัยที่ประเมินศักยภาพเศษวัสดุการเกษตรของไทยเพื่อการพัฒนาเอทานอลรุ่นที่สอง1 ให้ภาพรวมที่ชัดเจน
| แหล่งชีวมวล | ปริมาณ | ผลผลิตต่อพื้นที่ |
|---|---|---|
| อ้อย (ชานอ้อย ยอดและใบ) | 74.2 ล้านตัน | 40.2 ตันต่อเฮกตาร์ |
| ปาล์มน้ำมัน | 38.2 ล้านตัน | 40.7 ตันต่อเฮกตาร์ สูงที่สุดต่อพื้นที่ |
| ข้าว | 32.9 ล้านตัน | 2.9 ตันต่อเฮกตาร์ ต่ำเพราะพื้นที่ปลูกกว้างมาก |
| มันสำปะหลัง | 28.8 ล้านตัน | 20.9 ตันต่อเฮกตาร์ |
งานที่เก่ากว่า3 ประเมินว่าเศษวัสดุการเกษตรของไทยอยู่ที่ราว 61 ล้านตันต่อปี โดยในจำนวนนี้ 41 ล้านตันไม่ถูกนำไปใช้ ซึ่งเทียบเท่าพลังงานประมาณ 426 เพตะจูล
นี่คือตัวเลขที่สำคัญกว่าและถูกพูดถึงน้อยกว่ามาก
งานที่ศึกษาศักยภาพของฟางข้าวสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก2 พบว่าในฤดูกาลเพาะปลูก 2558/2559 มีฟางข้าวเกิดขึ้นราว 26 ล้านตัน หลังการเก็บเกี่ยว
แต่ศักยภาพสุทธิที่นำมาใช้ได้จริง ซึ่งรวมทั้งส่วนที่ถูกเผาและส่วนที่ทิ้งไว้ในนา มีเพียงประมาณ 15% หรือ 3.85 ล้านตัน คิดเป็นพลังงาน 1,331 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือกำลังผลิตไฟฟ้า 457 เมกะวัตต์
ความต่างระหว่าง 26 ล้านตันกับ 3.85 ล้านตัน ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่ต้นทุนการเก็บรวบรวม
คำอธิบายอยู่ที่ลักษณะทางกายภาพของชีวมวลเอง
ด้วยเหตุนี้ ชีวมวลที่ถูกใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างได้ผลในไทยจึงเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นรวมศูนย์อยู่ที่โรงงานแปรรูปอยู่แล้ว ได้แก่ แกลบ ชานอ้อย เศษปาล์มน้ำมัน และเศษไม้ยางพารา เพราะไม่ต้องเสียต้นทุนเก็บรวบรวม3
ข้อมูลที่อ้างถึงในงานวิจัย2 ระบุว่าในภาพรวมของพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในรูปความร้อน ชีวมวลมีสัดส่วนสูงถึง 90.6% รองลงมาคือก๊าซชีวภาพ 8.3% ขยะชุมชน 1.0% และพลังงานแสงอาทิตย์ 0.1%
โดยวัตถุดิบชีวมวลหลักคือเศษวัสดุการเกษตรที่ให้พลังงานมากกว่า 15,701 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ
ตัวเลขนี้บอกว่าชีวมวลไม่ใช่ของใหม่หรือของทดลองในไทย แต่เป็นเสาหลักของพลังงานความร้อนหมุนเวียนอยู่แล้ว เพียงแต่กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเกษตร
ถ้าการเก็บรวบรวมคือข้อจำกัดหลัก โอกาสของชุมชนจึงอยู่ที่ชีวมวลที่ไม่ต้องขนส่งไกล
| ชีวมวล | ความเหมาะสมกับชุมชน | เหตุผล |
|---|---|---|
| กิ่งไม้ผลตัดแต่ง | สูงที่สุด | เกิดในสวนที่มีเจ้าของชัดเจน เก็บได้ในรัศมีสั้น และเดิมเป็นภาระที่ต้องกำจัดอยู่แล้ว |
| ซังและเปลือกข้าวโพด | สูง | รวมศูนย์ที่จุดสีหรือลานตาก |
| แกลบ | สูง | รวมศูนย์ที่โรงสี แต่มีคู่แข่งรับซื้ออยู่แล้ว |
| ฟางข้าว | ปานกลาง | ปริมาณมากแต่กระจายตัวและต้องคงบางส่วนไว้ในแปลง |
| ใบและยอดอ้อย | ปานกลาง | ปริมาณมหาศาลแต่มีปัญหาการเก็บและมักถูกเผาก่อนตัด |
สำหรับชุมชน อย่าเริ่มจากชีวมวลที่มีปริมาณมากที่สุด แต่ให้เริ่มจากชีวมวลที่มีต้นทุนการเก็บรวบรวมต่ำที่สุด ซึ่งมักหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในรัศมีไม่กี่กิโลเมตรและมีเจ้าของที่อยากกำจัดอยู่แล้ว กิ่งไม้ผลตัดแต่งจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สมเหตุสมผลที่สุดในภาคเหนือ
บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ ตัวเลขที่อ้างถึงเป็นค่าเฉลี่ยจากการวิเคราะห์อภิมาน ซึ่งมีความแปรผันสูงตามชนิดดิน ชนิดวัตถุดิบ อัตราการใส่ และสภาพภูมิอากาศ ผลในแปลงจริงของแต่ละพื้นที่จึงอาจต่างจากค่าเฉลี่ยได้มาก ควรทดลองในพื้นที่ของตนเองก่อนขยายผล
แนวทางเปลี่ยนเศษวัสดุในพื้นที่ให้เป็นถ่านและไบโอชาร์ พร้อมใบบันทึกการเผา
ตัวเลขจุดความร้อนและค่าฝุ่นปี 2569
ทำไมเตาปิดจึงให้ถ่านมากกว่าสองเท่า