ความยั่งยืน · บทความที่ 10

หมอกควันภาคเหนือ กับกิ่งไม้ที่ไม่มีใครอยากได้

ทุกฤดูแล้งเชียงใหม่ติดอันดับเมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก เราไม่ได้อ้างว่าเตาเผาถ่านแก้ปัญหานี้ได้ แต่มีส่วนหนึ่งของปัญหาที่แก้ได้จริงและกำลังถูกมองข้าม

สิงหาคม 2569อ่าน 8 นาทีFYRAVA JOURNAL

ทุกปีระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน คนเชียงใหม่จะได้ยินประโยคเดิม คือเมืองติดอันดับหนึ่งของโลกในด้านมลพิษทางอากาศ แล้วหลังจากนั้นก็จะได้ยินการถกเถียงเดิมว่าใครเป็นคนเผา

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อชี้นิ้ว แต่เขียนเพื่อดูตัวเลขจริงว่าปัญหาประกอบด้วยอะไรบ้าง และส่วนไหนที่ธุรกิจอย่างเรามีส่วนแก้ได้จริง

ตัวเลขของปี 2569

คณะกรรมการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็กจังหวัดเชียงใหม่สรุปว่า ระหว่างมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 พบจุดความร้อนสะสมรวม 11,023 จุด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า และมีการจับกุมผู้ฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการเผารวม 245 คดี

ข่าวดีเล็ก ๆ คือจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง 7 วันเมื่อเทียบกับปีก่อน

11,023
จุดความร้อนสะสม ม.ค.–พ.ค. 2569
245
คดีฝ่าฝืนมาตรการควบคุมการเผา
37.5
ค่ามาตรฐาน PM2.5 รายวันของไทย (มคก./ลบ.ม.)

ในช่วงพีคของเดือนเมษายน สถานการณ์รุนแรงกว่าที่ตัวเลขเฉลี่ยบอก มีรายงานว่าทั้ง 25 อำเภอของเชียงใหม่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานพร้อมกัน โดยวัดได้ตั้งแต่ 88.3 ถึง 148.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงสุดที่อำเภอแม่แจ่ม ส่วนอำเภอเมืองวัดได้ 102.3

บางจุดหนักกว่านั้นมาก เช่นตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว ที่เคยวัดได้ถึง 286.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกือบแปดเท่าของค่ามาตรฐาน

ปัจจัยที่ทำให้แย่ลงไปอีกคือสภาพอากาศนิ่งในช่วงนี้ ทำให้ฝุ่นที่เกิดขึ้นระบายออกจากแอ่งเชียงใหม่ได้ยาก

ทำไมเกษตรกรถึงเผา

คำตอบไม่ใช่ความมักง่าย แต่เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ล้วน ๆ

สวนลำไย ลิ้นจี่ และไม้ผลอื่น ๆ ต้องตัดแต่งกิ่งทุกปีเพื่อให้ต้นให้ผลผลิตดี กิ่งที่ได้มีปริมาณมหาศาล น้ำหนักมาก และไม่มีมูลค่าทางการค้า

ทางเลือกในการจัดการมีอยู่ไม่กี่ทาง

วิธีจัดการกิ่งต้นทุนข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
เผากลางแจ้งเกือบศูนย์เร็วที่สุดและถูกที่สุด จึงเป็นทางเลือกโดยปริยาย แต่ผิดกฎหมายในช่วงห้ามเผาและสร้างฝุ่นจำนวนมาก
สับกลบลงดินค่าเครื่องสับและน้ำมันต้องมีเครื่องจักร ซึ่งเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีและเช่าไม่คุ้ม
ขนไปทิ้งค่าขนส่งสูงปริมาณมากเกินกว่าจะขนไหว และไม่มีที่รับ
เผาในเตาปิดค่าเตาครั้งเดียวต้องลงทุนและต้องเรียนรู้ แต่เปลี่ยนต้นทุนกำจัดให้กลายเป็นรายได้

ตราบใดที่การเผากลางแจ้งยังเป็นทางที่ถูกที่สุด การออกกฎห้ามเพียงอย่างเดียวจึงเปลี่ยนพฤติกรรมได้จำกัด สิ่งที่เปลี่ยนได้จริงคือการทำให้ทางเลือกอื่นคุ้มกว่า

กิ่งไม้กองเดียวกัน เผากลางแจ้งได้ควัน เผาในเตาปิดได้ถ่าน

ตัวเลขที่ทำให้เตาปิดคุ้ม

กิ่งไม้แห้ง 100 กิโลกรัม ที่เผากลางแจ้งจะเหลือเพียงขี้เถ้าไม่กี่กิโลกรัม และปล่อยควันทั้งหมดขึ้นสู่อากาศ

กิ่งไม้ปริมาณเดียวกันในเตาปิดที่ทำงานถูกต้องให้ถ่าน 25–33 กิโลกรัม บวกน้ำส้มควันไม้ที่ใช้ได้จริงอีกหลายลิตร ส่วนก๊าซที่เหลือถูกเผาเป็นเชื้อเพลิงในระบบหรือควบแน่นกลับมา แทนที่จะลอยขึ้นฟ้าทั้งหมด

ในเชิงรายได้ ถ่านคุณภาพที่คัดเกรดและบรรจุแล้วขายได้หลายสิบบาทต่อกิโลกรัม เทียบกับกิ่งไม้ที่เดิมมีมูลค่าเป็นศูนย์

ส่วนที่เราแก้ไม่ได้ และไม่ควรอ้างว่าแก้ได้

นี่คือหัวข้อที่แบรนด์ส่วนใหญ่จะข้าม แต่เราคิดว่าต้องพูด

สิ่งที่เราอ้างได้จริง

วัตถุดิบทุกกิโลกรัมของเรามาจากกิ่งที่ถูกตัดแต่งอยู่แล้วและเดิมถูกเผาทิ้ง ไม่ใช่ไม้ที่ตัดมาเพื่อทำถ่าน และทุกรอบเผามีบันทึกว่าไม้มาจากสวนไหน ปริมาณเท่าไร เผาเมื่อไร ซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้จากรหัสล็อตบนถุง เท่านี้คือขอบเขตของสิ่งที่เราพิสูจน์ได้ และเราจะไม่อ้างเกินกว่านี้

สิ่งที่เจ้าของสวนทำได้ในปีนี้

  1. ตรวจประกาศห้ามเผาของอำเภอทุกปี เพราะช่วงเวลาและเงื่อนไขเปลี่ยนทุกปี และการเผาในเตาปิดอาจอยู่ในเงื่อนไขที่ต่างจากการเผากลางแจ้ง
  2. แยกกิ่งตามขนาดตั้งแต่ตอนตัด กิ่งขนาด 5–15 เซนติเมตรใช้ทำถ่านได้ดีที่สุด ส่วนกิ่งเล็กและใบเหมาะกับการทำปุ๋ยหมักมากกว่า
  3. ผึ่งกิ่งให้แห้งก่อน อย่างน้อย 1–3 เดือน เพราะการเผาไม้สดคือการเปลืองเชื้อเพลิงและสร้างควันโดยไม่จำเป็น
  4. เริ่มจากเตาถัง 200 ลิตรใบเดียว ต้นทุนหลักพันและคืนทุนได้ในไม่กี่เดือนถ้าขายถ่านได้ราคา
  5. จดบันทึกทุกรอบ ทั้งเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และเพื่อเป็นหลักฐานว่าจัดการเศษวัสดุอย่างถูกต้อง

รายละเอียดวิธีเผาทั้งหมดอยู่ใน คู่มือถ่านคุณภาพและเตาเผาแบบปิด ซึ่งเราเปิดให้อ่านและพิมพ์ใบบันทึกไปใช้ได้ฟรี

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

FYRAVA CHARCOAL

ถ่านจากกิ่งไม้ผลที่ตัดแต่งตามฤดู เผาในเตาปิดพร้อมบันทึกทุกรอบ ไม่มีการตัดต้นไม้เพื่อทำถ่าน

ดูรายละเอียด
อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง