งานวิเคราะห์อภิมานจากงานวิจัย 110 ฉบับจัดให้ไบโอชาร์อยู่ในกลุ่มกลยุทธ์ที่ได้ผลจริงในการลดมีเทนจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง แต่มีข้อควรระวังเรื่องเกรดที่ใช้
การผสมถ่านในอาหารสัตว์เป็นภูมิปัญญาที่มีมานาน เกษตรกรใช้เพื่อลดกลิ่นมูลและช่วยเรื่องระบบทางเดินอาหาร แต่ในช่วงหลังเรื่องนี้ถูกศึกษาอย่างจริงจังด้วยเหตุผลใหม่ คือการลดก๊าซมีเทนจากกระเพาะสัตว์
สัตว์เคี้ยวเอื้องมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับจุลินทรีย์ไร้อากาศในกระเพาะ ซึ่งช่วยย่อยพืชที่มีเส้นใยสูงให้กลายเป็นนมและเนื้อ แต่ผลพลอยได้ตามธรรมชาติของกระบวนการนี้คือก๊าซมีเทน2
มีเทนเป็นก๊าซอายุสั้นที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูง การลดการปล่อยมีเทนจากปศุสัตว์จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการทำให้ภาคปศุสัตว์ยั่งยืนขึ้น
งานวิเคราะห์อภิมานที่ครอบคลุมที่สุดในเรื่องนี้1 รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัย in vivo ในสัตว์เคี้ยวเอื้องจำนวน 110 ฉบับ ระหว่างปี 2005 ถึง 2023 เพื่อเปรียบเทียบกลยุทธ์การปรับสมดุลในกระเพาะเก้าแบบ
กลยุทธ์ที่ศึกษาแบ่งเป็นสามกลุ่ม ได้แก่สารออกฤทธิ์จากพืชอย่างซาโปนินและแทนนิน สารเสริมอาหารอย่างไนเตรต ไบโอชาร์ สาหร่าย และ 3-NOP รวมถึงการปรับสูตรอาหารด้วยการเพิ่มอาหารข้น
ผลการวิเคราะห์พบว่าซาโปนินและไบโอชาร์ลดการผลิตมีเทนได้เฉลี่ย 21% และไบโอชาร์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลร่วมกับไนเตรต ซาโปนิน น้ำมัน และ 3-NOP
ในบรรดากลยุทธ์ที่ได้ผล มีเพียงน้ำมันและ 3-NOP ที่ให้ประโยชน์ร่วมด้านการเพิ่มผลผลิต ส่วนไบโอชาร์ไม่ได้ถูกระบุว่าให้ผลด้านนี้อย่างชัดเจน1
แปลว่าถ้าเป้าหมายคือเพิ่มน้ำนมหรือน้ำหนักตัว ไบโอชาร์ไม่ใช่คำตอบที่ตรงที่สุด แต่ถ้าเป้าหมายคือลดมีเทนโดยใช้วัสดุที่ผลิตเองได้ในพื้นที่ ก็เป็นทางเลือกที่มีหลักฐานรองรับ
ไบโอชาร์อยู่ในกลุ่มที่ได้ผลจริง แต่ไม่ใช่กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสองทาง
งานทบทวนในวารสารด้านโคนม2 ระบุว่าเมื่อใช้เป็นสารเสริมในอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง ไบโอชาร์แสดงศักยภาพทั้งในการปรับปรุงสมรรถนะการผลิตและสุขภาพของสัตว์ รวมถึงการลดมีเทนในโคเนื้อระยะเจริญเติบโต
งานทดลองในระบบจำลองกระเพาะ3 ที่ใช้ไบโอชาร์จากฟางฝ้ายในระดับ 0%, 3% และ 6% พบว่าการเติมไบโอชาร์เพิ่มค่า pH ในกระเพาะและลดการผลิตก๊าซรวม มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ และไฮโดรเจนอย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดในทางปฏิบัติ และเป็นจุดที่ผู้ผลิตรายเล็กมักพลาด
มาตรฐาน European Biochar Certificate4 กำหนดเกรดสำหรับอาหารสัตว์แยกออกมาต่างหาก โดยเกณฑ์อัตราส่วน H/Corg ในเชิงโมลต้องน้อยกว่า 0.4 ซึ่งเข้มกว่าเกณฑ์ทั่วไปที่ 0.7 อย่างมาก
เหตุผลตรงไปตรงมา คือสิ่งที่จะเข้าไปในร่างกายสัตว์และอาจไปสู่ห่วงโซ่อาหารต้องมีมาตรฐานสูงกว่าสิ่งที่ใส่ลงดิน
ห้ามนำไบโอชาร์หรือถ่านที่ผลิตทั่วไปไปผสมอาหารสัตว์โดยไม่ตรวจสอบ เพราะถ่านที่เผาไม่สมบูรณ์อาจมีสารกลุ่ม PAHs สูง และถ่านจากวัตถุดิบที่ไม่ทราบที่มาอาจมีโลหะหนักปนเปื้อน ทั้งสองอย่างเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้ นอกจากนี้การใช้สารเสริมในอาหารสัตว์ยังอยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมอาหารสัตว์ ควรตรวจสอบกับกรมปศุสัตว์ก่อนใช้เชิงพาณิชย์
บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ ตัวเลขที่อ้างถึงเป็นค่าเฉลี่ยจากการวิเคราะห์อภิมาน ซึ่งมีความแปรผันสูงตามชนิดดิน ชนิดวัตถุดิบ อัตราการใส่ และสภาพภูมิอากาศ ผลในแปลงจริงของแต่ละพื้นที่จึงอาจต่างจากค่าเฉลี่ยได้มาก ควรทดลองในพื้นที่ของตนเองก่อนขยายผล
ปรึกษาเราก่อนนำไปใช้กับสัตว์ เพราะเกรดอาหารสัตว์มีเกณฑ์เข้มกว่าเกรดปรับปรุงดิน