มีงานวิจัยที่เอาเครื่องวัดไปจ่อปากเตาแล้ววัดทุกตัวตลอดรอบ คำตอบคือน้อยกว่าเตาดั้งเดิมและเตาเรทอร์ตในบางตัว แต่ไม่ใช่ทุกตัว และมีเงื่อนไขหนึ่งที่เปลี่ยนผลลัพธ์ได้ร้อยเท่า
คำถามที่คนถามบ่อยที่สุดเกี่ยวกับเตาชนิดนี้คือ เตาที่เปิดโล่งขนาดนี้จะควันน้อยได้อย่างไร คำตอบไม่ได้มาจากความรู้สึก แต่มาจากงานวิจัยที่เอาเครื่องวัดไปวัดจริงตลอดรอบการเผา
งานที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดคือการศึกษาภาคสนามในประเทศเนปาล ตีพิมพ์ใน PLOS ONE ปี 2016 ซึ่งวัดการปล่อยมลพิษจากเตาม่านเปลวไฟโดยใช้เชื้อเพลิงหลายชนิด1
| สิ่งที่วัด | ค่าที่วัดได้ | เทียบกับเตาแบบอื่น |
|---|---|---|
| คาร์บอนไดออกไซด์ | 4,300 ± 1,700 | สูงกว่าเตาเรทอร์ตและเตาดั้งเดิม |
| คาร์บอนมอนอกไซด์ | 54 ± 35 | ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ |
| สารอินทรีย์ระเหยที่ไม่ใช่มีเทน | 6 ± 3 | — |
| มีเทน | 30 ± 60 | ผันผวนสูงมาก ขึ้นกับความชื้น |
| ฝุ่นละออง PM10 | 11 ± 15 | ผันผวนตามชนิดเชื้อเพลิง |
| ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ | 100 ± 83 | ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ |
| ไนโตรเจนออกไซด์ | 0.4 ± 0.3 | ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ |
หน่วยเป็นกรัมต่อไบโอชาร์ที่ผลิตได้หนึ่งกิโลกรัม
ข้อสรุปของงานวิจัยคือ เตาม่านเปลวไฟปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และไนโตรเจนออกไซด์ น้อยกว่าเตาเรทอร์ตและเตาดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า1
เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าเป็นผลจากการที่ก๊าซถูกเผาไหม้สมบูรณ์กว่า แทนที่จะหลุดออกไปเป็นมีเทนหรือคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นพิษและมีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงกว่ามาก การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ขึ้นจึงเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเสีย
งานวิจัยปี 2016 รายงานมีเทนไว้ที่ 30 กรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้ระบบรับรองคาร์บอนหลายรายลังเลที่จะรับรองไบโอชาร์จากเตาแบบนี้
ต่อมาในปี 2023 มีงานวิจัยที่ตั้งสมมติฐานว่าตัวเลขนั้นน่าจะมาจากความชื้นของเชื้อเพลิง ไม่ใช่จากตัวเทคโนโลยี จึงทดสอบเปรียบเทียบเชื้อเพลิงแห้งกับเชื้อเพลิงเปียก ผลที่ได้ชัดเจนมาก2
ผู้วิจัยอธิบายว่าตัวเลข 30 กรัมในงานเดิมน่าจะมาจากการที่กิ่งไม้ที่ใช้ในเนปาลมีความชื้นราว 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งานใหม่ใช้กิ่งไม้ที่ความชื้น 14.7 เปอร์เซ็นต์2
ความชื้นของเชื้อเพลิงไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นตัวแปรที่กำหนดว่าเตาใบนี้จะเป็นเครื่องมือลดโลกร้อนหรือเป็นตัวปล่อยมลพิษ
เพราะไอน้ำจากเชื้อเพลิงเปียกทำให้ม่านเปลวไฟอ่อนลงและขาดเป็นช่วง เมื่อม่านไม่ต่อเนื่อง ก๊าซไพโรไลซิสรวมถึงมีเทนก็หลุดผ่านขึ้นไปโดยไม่ถูกเผา งานวิจัยจึงเน้นว่าการรักษาม่านเปลวไฟให้สมบูรณ์คือหัวใจ2
ในแง่ตัวเลข งานวิจัยระบุว่ามีเทน 600 กรัมต่อไบโอชาร์หนึ่งกิโลกรัม เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ราว 15 กิโลกรัมต่อไบโอชาร์หนึ่งกิโลกรัม ซึ่งมากเกินกว่าปริมาณคาร์บอนที่ไบโอชาร์กักเก็บไว้ได้อย่างมาก พูดง่าย ๆ คือถ้าใช้เชื้อเพลิงเปียก การเผาครั้งนั้นทำให้โลกร้อนขึ้นแทนที่จะช่วย
งานวิจัยไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีนี้สมบูรณ์แบบ แม้ใช้เชื้อเพลิงแห้งแล้ว การปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์และฝุ่นละอองยังอยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยรายงานไว้ในหลักหลายสิบกรัมต่อไบโอชาร์หนึ่งกิโลกรัม2,3
ผู้วิจัยเสนอว่าการเลือกชนิดเชื้อเพลิงอย่างระมัดระวัง และการเผาก๊าซซ้ำหลังออกจากเตา น่าจะเป็นสิ่งจำเป็นหากต้องการลดคาร์บอนมอนอกไซด์และฝุ่นให้ต่ำกว่านี้2
งานปี 2024 ยังพบว่าชนิดของเชื้อเพลิงมีผลต่อการปล่อยฝุ่นมากกว่าความชื้น โดยเศษใบไม้ให้ฝุ่นสูงกว่ากิ่งไม้3
ตัวเลขในบทความนี้มาจากงานวิจัยภาคสนามที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ซึ่งวัดจากเตาที่ออกแบบและใช้งานในเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละการศึกษา ผลที่ได้จากเตาแต่ละใบและผู้ใช้แต่ละคนอาจต่างจากนี้ได้มาก โดยเฉพาะเมื่อความชื้นของเชื้อเพลิงและวิธีเดินเตาต่างกัน
ควันน้อยขึ้นกับวิธีใช้มากกว่าตัวเตา คู่มือการใช้มาพร้อมเตาทุกใบ
หลักการม่านเปลวไฟและที่มาของเทคโนโลยี
สิ่งที่เตาแบบนี้ทำไม่ได้ และเหตุผลที่มาตรฐานบางรายไม่รับรอง