งานวิจัยไบโอชาร์ · บทความที่ 17

ไบโอชาร์กับน้ำในดิน: ทำไมดินทรายได้ประโยชน์มากที่สุด

ในดินเนื้อหยาบ ไบโอชาร์เพิ่มน้ำที่พืชใช้ได้ถึง 45% ขณะที่ในดินเหนียวเพิ่มเพียง 14% ตัวเลขนี้เปลี่ยนวิธีตัดสินใจว่าควรใส่ที่แปลงไหนก่อน

สิงหาคม 2569อ่าน 8 นาทีFYRAVA JOURNAL

เหตุผลที่คนใส่ไบโอชาร์ลงดินมากที่สุดไม่ใช่เรื่องคาร์บอน แต่เป็นเรื่องน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ดินเป็นทรายและฝนทิ้งช่วง

คำถามคือช่วยได้จริงแค่ไหน และช่วยที่ดินแบบไหน งานวิเคราะห์อภิมานหลายฉบับให้คำตอบที่ค่อนข้างสอดคล้องกัน

ตัวเลขหลักจากงานวิจัย

Razzaghi และคณะ1 วิเคราะห์งานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2010 ถึง 2019 และพบผลที่แยกตามเนื้อดินอย่างชัดเจน

เนื้อดินน้ำที่พืชใช้ได้ความจุสนามหมายเหตุ
เนื้อหยาบ (ดินทราย)+45%+51%จุดวิกฤตความชื้นเพิ่ม 47% ด้วย
เนื้อปานกลาง+21%+13%จุดวิกฤตความชื้นเพิ่ม 9%
เนื้อละเอียด (ดินเหนียว)+14%ไม่เปลี่ยนจุดวิกฤตความชื้นลดลงเล็กน้อย 5%

งานอื่นให้ตัวเลขในทิศทางเดียวกัน Omondi และคณะ3 วิเคราะห์ 74 ชุดข้อมูลและพบว่าไบโอชาร์เพิ่มน้ำที่พืชใช้ได้เฉลี่ย 15% ส่วน Edeh และคณะ2 พบค่าเฉลี่ย 25.8% จาก 37 ชุดข้อมูล และในการวิเคราะห์ครอบคลุมกว่านั้นพบว่าไบโอชาร์เพิ่มความจุน้ำที่ใช้ได้ 28.5% ความจุสนาม 20.4% และความพรุนรวม 9.1%

+45%
น้ำที่พืชใช้ได้ ในดินเนื้อหยาบ
−9%
ความหนาแน่นรวมของดิน
30–70
ตัน/เฮกตาร์ อัตราที่ให้ผลดีที่สุด

ทำไมดินทรายถึงได้ประโยชน์มากกว่า

ดินทรายมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างเม็ดดิน น้ำจึงไหลผ่านลงไปเร็วโดยที่พืชแทบไม่ได้ใช้ ไบโอชาร์ที่มีรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมหาศาลเข้าไปทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่แทรกอยู่ระหว่างเม็ดทราย

ในดินเหนียวสถานการณ์ต่างออกไป เพราะดินเหนียวอุ้มน้ำได้ดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือน้ำส่วนใหญ่ถูกยึดแน่นจนพืชดึงไม่ขึ้น การเติมไบโอชาร์จึงช่วยได้น้อยกว่าในแง่ปริมาณน้ำ แต่ช่วยเรื่องการระบายน้ำและโครงสร้างแทน

งานวิจัยปี 20234 ที่วิเคราะห์จาก 939 ชุดข้อมูลยังพบประเด็นที่ละเอียดขึ้น คือในดินเนื้อปานกลาง การเพิ่มขึ้นของน้ำที่พืชใช้ได้ไม่ได้มาจากความจุสนามที่เพิ่ม แต่มาจากจุดวิกฤตความชื้นที่ลดลง ซึ่งแปลว่าน้ำที่มีอยู่ถูกปลดปล่อยให้พืชใช้ได้ง่ายขึ้น

ไบโอชาร์ไม่ได้เติมน้ำเข้าไปในดิน แต่เปลี่ยนสัดส่วนของน้ำที่พืชดึงขึ้นมาใช้ได้

อัตราที่ให้ผล กับอัตราที่ใช้จริง

ข้อมูลระบุว่าผลด้านน้ำชัดที่สุดในดินเนื้อหยาบที่อัตราการใส่ระหว่าง 30 ถึง 70 ตันต่อเฮกตาร์2 ซึ่งเทียบเท่าประมาณ 5 ถึง 11 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ตัวเลขนี้สูงกว่าอัตราที่แนะนำสำหรับสวนครัวเรือนทั่วไปหลายเท่า ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปเชิงปฏิบัติที่สำคัญ

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติ

ถ้าเป้าหมายคือผลด้านการอุ้มน้ำ อย่าหว่านบาง ๆ ทั่วแปลง เพราะอัตราที่บางเกินไปจะไม่เห็นผล ให้ใส่แบบเข้มข้นเฉพาะจุด เช่น หลุมปลูก แถวปลูก หรือแปลงเพาะกล้า จะได้ผลชัดกว่าและใช้ปริมาณรวมน้อยกว่า

ข้อจำกัดที่งานวิจัยเองระบุไว้

ประเด็นเรื่องขนาดอนุภาคมีความหมายในทางปฏิบัติมาก เพราะแปลว่าควรบดไบโอชาร์ให้ละเอียดพอสมควรก่อนใช้ ไม่ใช่โยนก้อนใหญ่ลงหลุม

แหล่งอ้างอิง

  1. Razzaghi, F., Obour, P.B., Arthur, E. (2020). Does biochar improve soil water retention? A systematic review and meta-analysis. Geoderma, 361, 114055.
  2. Edeh, I.G., Mašek, O., Buss, W. (2020). A meta-analysis on biochar's effects on soil water properties — new insights and future research challenges. Science of the Total Environment, 714, 136857.
  3. Omondi, M.O. et al. (2016). Quantification of biochar effects on soil hydrological properties using meta-analysis of literature data. Geoderma.
  4. Drivers of biochar-mediated improvement of soil water retention capacity based on soil texture: a meta-analysis. (2023). Geoderma. (วิเคราะห์จาก 939 ชุดข้อมูล)
  5. Available water capacity of sandy soils as affected by biochar application: a meta-analysis. (2022). CATENA.

บทความนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ ตัวเลขที่อ้างถึงเป็นค่าเฉลี่ยจากการวิเคราะห์อภิมาน ซึ่งมีความแปรผันสูงตามชนิดดิน ชนิดวัตถุดิบ อัตราการใส่ และสภาพภูมิอากาศ ผลในแปลงจริงของแต่ละพื้นที่จึงอาจต่างจากค่าเฉลี่ยได้มาก ควรทดลองในพื้นที่ของตนเองก่อนขยายผล

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

FYRAVA EARTH

ไบโอชาร์จากไม้ผลเนื้อแข็ง โครงสร้างรูพรุนสูง เหมาะกับการปรับปรุงดินเนื้อหยาบ

ดูรายละเอียด
อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง